ปรับชีวิต...พิชิตมะเร็ง
26 MAY. 2563 VIEW: 80

ปรับชีวิต...พิชิตมะเร็ง
โดย  ชูศรี  กุลวัฒโฑ

     มะเร็ง...เปรียบเสมือนเพชฌฆาตเงียบที่น่าสะพรึงกลัวอันดับหนึ่งของมวลมนุษยชาติ  เพราะมะเร็งสามารถจะคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างเงียบงัน โดยปราศจากความเมตตามาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และยังจะรุกรานต่อไปอีกโดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีผู้ค้นพบนวัตกรรมใหม่บำบัดรักษา และยับยั้งการขยายตัวของโรคมะเร็งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ของร่างกายมนุษย์

     ปัจจุบันผู้คนส่วนมากยังมีความเชื่อว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  ผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้วจะต้องนอนรอวันตายอย่างเดียว  ขณะเดียวกันปรากฏว่ายังมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมพ่ายแพ้  ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง  ตั้งสติกำลังยืนหยัดกัดฟันสู้กับโรคร้ายทุกวิถีทางอย่างกล้าหาญอดทน

     ความร้ายกาจอย่างหนึ่งของโรคมะเร็งคือ ไม่แสดงอาการให้ผู้ป่วยรู้ตัวตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เกิดโรค  ผู้ป่วยส่วนมากกว่าจะรู้ตัวอย่างชัดแจ้ง  ก็ปรากฏว่าเจ้าเซลล์เนื้อร้ายนั้นได้ลุกลามแตกกระจายขยายตัวไปจนเป็นต่อร่างกายมากเสียแล้ว  บางคนที่โชคร้ายมากเมื่อตรวจพบก็ปรากฏว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

     สำหรับดิฉัน ย้อนหลังไปประมาณปี 2549 ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกายคือ  มีเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อยทั้งที่หมดประจำเดือนมาแล้วร่วม 20 ปี เพราะตอนนั้นอายุ 72 ปีแล้ว (เกิดปี 2477) ไม่มีครอบครัว โดยไม่นิ่งนอนใจ  จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจภายในทันที  ผลการตรวจครั้งแรกคุณหมอได้วินิจฉัยว่า ผู้สูงอายุส่วนมากเนื้อเยื่อในมดลูกจะบอบบางอาจเกิดบาดแผลได้ง่าย  จึงให้ครีมมาทาเพื่อให้เนื้อเยื่อนั้นแข็งแรงขึ้น  ซึ่งก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดประมาณหนึ่งเดือนยาก็หมด  

     แต่ปรากฏว่ามีเลือดออกเหมือนเดิมอาการผิดปกติอื่นไม่มี  จึงได้พบคุณหมอท่านเดิมตรวจเป็นครั้งที่ 2  ซึ่งคุณหมอให้การรักษาเหมือนเดิมและให้กำลังใจว่า ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น  ดิฉันได้ปฏิบัติตามจนเวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 เดือนแล้ว  อาการเลือดออกยังคงเดิม จึงเริ่มไม่สบายใจอยากทราบสาเหตุของความผิดปกติโดยเร็ว จึงตัดสินใจไปพบคุณหมออีกท่านหนึ่งที่โรงพยาบาลเดิม  ผลการตรวจและรักษาก็เป็นเช่นเดิมอีก จนเวลาได้ผ่านไป 3 เดือนกว่า  อาการเลือดออกจากช่องคลอดไม่ดีขึ้นเลย  ความวิตกกังวลใจเริ่มมากขึ้น  พยายามที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับความผิดปกติในร่างกายให้ได้ จึงได้ตัดสินใจไปตรวจครั้งที่ 4 โดยเลือกพบแพทย์หญิงท่านหนึ่งที่โรงพยาบาลเดิม  ครั้งนี้มีการตรวจอย่างละเอียดและชัดเจนขึ้นโดยคุณหมอนัดให้ไปทำการขูดมดลูก  เพื่อจะนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา  และรอฟังผลการตรวจภายหลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์

    เมื่อถึงวันนัดฟังผล  คุณหมอได้รายงานผลการตรวจให้ทราบว่าพบ มะเร็งในมดลูก โดยจะต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดตามขั้นตอนต่อไป  เพื่อวางแผนการบำบัดรักษาตามอาการของโรคให้ดีที่สุดโดยเร็ว ดิฉันรู้สึกตกใจชั่วขณะหนึ่ง  ถามตัวเองในใจว่า  เราเป็นมะเร็งจริงหรือ?  ตอนนั้นคุณหมอได้เรียกญาติให้ไปรับทราบด้วย และนัดให้ไปติดต่อพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรคเพิ่มเติมโดยละเอียด เพื่อประเมินสุขภาพและหาระยะโรค ตลอดจนวางแผนการบำบัดรักษาที่ดีที่สุดต่อไป...  

    หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ได้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทำการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียดถี่ถ้วน   และแจ้งให้ทราบว่าจะต้องทำการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออก  นำชิ้นเนื้อร้ายไปตรวจสอบทางพยาธิวิทยา  เพื่อให้ทราบถึงระยะของโรคและวางแผนการบำบัดรักษา ว่าจะมีการรักษาร่วมอื่นๆ เช่น รังสีรักษา และ/หรือ ใส่แร่  และ/หรือ เคมีบำบัด  อย่างไรหรือไม่?  โดยให้รอวันผ่าตัดใหญ่ต่อไป

    การดำเนินการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี  ไม่มีการแพ้ยา หรืออาการแทรกซ้อนใดๆ  ผลการตรวจชิ้นเนื้อต่างๆ  นั้นปรากฏว่า... เป็นมะเร็งที่เยื่อมดลูก ระยะที่ 3!!  วิธีการรักษาจะต้องทำการให้รังสีรักษาจำนวน 25 ครั้ง ติดต่อกัน เว้นวันเสาร์และอาทิตย์  และใส่แร่ร่วมด้วย 3 ครั้ง  โดยไม่มีการให้เคมีบำบัด นับว่าโชคดีมากที่ไม่ต้องผจญกับความทรมานในการให้คีโม และการไม่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา  จึงเป็นผลให้แผลจากการผ่าตัดหายเป็นปกติโดยเร็ว  ส่วนการรับรังสีและการใส่แร่ก็เป็นไปด้วยดี  ไม่มีอาการแทรกซ้อน หรือเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ ปรากฏเพียงอาการท้องเสียและปัสสาวะลำบากเล็กน้อยเท่านั้น

    ช่วงเวลาของการพักฟื้นร่างกาย  เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ และสร้างภูมิคุ้มกัน รวมทั้งภูมิต้านทานร่างกายให้ดีขึ้นนั้น อาหารเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ  ดังนั้นจึงเสาะแสวงหาตำราอาหารต้านมะเร็งมาศึกษามากมาย  และพบหนังสือของชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งชื่อ “ต้านมะเร็ง...ด้วยอาหาร” และหนังสือ “100เรื่องจริงของผู้ป่วยที่พิชิตโรคมะเร็ง

     หนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวเปรียบเสมือนดวงประทีปที่มาช่วยส่องแสงให้ผู้ติดอยู่ในอุโมงค์มืด ได้แลเห็นเส้นทางสว่างที่เดินออกจากมุมมืดที่น่ากลัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ!  การที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่าใน หนังสือ “100 เรื่องจริงของผู้ป่วยที่พิชิตโรคมะเร็ง” นั้นได้มีประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งมากมาย ในนั้นมีการดูแลสุขภาพด้วย ยาน้ำเทียนเซียน ซึ่งนายแพทย์หวาง เจิ้น กั๋ว เป็นผู้ค้นคว้าและวิจัยมาเป็นเวลายาวนาน จนเป็นที่ยอมรับจากสถาบันวิจัยหลายแห่ง เป็นที่รู้จักของผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก ประการสำคัญ คือ สามารถประสานการรักษาร่วมกับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจใช้ทันที โดยการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันก็คงดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามปกติต่อไป

    หลังจากนั้นได้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย  ทั้งด้านการกิน  การนอน การออกกำลังกาย  การพักผ่อนและการปฏิบัติธรรม เป็นต้น  เมื่อเวลาผ่านไปเดือนเศษเริ่มรู้สึกว่า  สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  คือ  ผลการตรวจเลือด  ปรากฏว่าอาการตับอักเสบที่ทำการรักษามานานนับสิบปีนั้น มีค่าทำงานของตับดีขึ้นเป็นลำดับ  จนกระทั่งปัจจุบันนี้ตับสามารถทำงานได้ดีเป็นปกติ  ส่วนด้านการรักษาโรคมะเร็งโดยรวมก็ดีไม่มีอะไรผิดปกติเช่นกัน จึงมีความเชื่อมั่นว่า ยาน้ำเทียนเซียน น่าจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งที่มาช่วยสนับสนุนการรักษา  ให้สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานและเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้มะเร็งของร่างกาย  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

     โดยปรากฏว่า  แพทย์แผนปัจจุบันที่ให้การดูแลรักษาทุกท่าน  ทั้งแพทย์ผู้ผ่าตัด  แพทย์ผู้ให้รังสีและฝังแร่ตลอดจนแพทย์ผู้ดูแลรักษาโรคตับอักเสบ  ต่างมีความพอใจในผลการรักษาเพราะสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้นเป็นลำดับ  แพทย์จึงได้กำหนดนัดตรวจติดตามผลค่อยๆ ห่างขึ้นเช่นกัน

    ปัจจุบันนี้ดิฉันยังคงดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องมาตลอด เสริมสร้างพลังกายและพลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้กับเพชฌฆาตเงียบ คือ มะเร็งร้ายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ  ไม่สิ้นหวัง  ทั้งนี้ โรคมะเร็งร้ายจะหายหรือไม่หาย..ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ปัจจุบันมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีกำลังใจดีอยู่อย่างมีสติก็พอใจที่สุดแล้ว   

 




สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลเทียนเซียน / สั่งซื้อ



กรอกรายละเอียดเพื่อให้เราติดต่อกลับ