ขอบใจที่เป็นมะเร็ง
14 MAY. 2563 VIEW: 131

 

     “มะเร็งกระเพาะอาหาร” เป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่กำลังคุกคามชีวิตคนไทย โดยเฉพาะในยุคที่อาหารการกินรายล้อมไปด้วยสารเคมี หรือสารที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ในระยะยาว ชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินบนเส้นทางของความสำเร็จ ทั้งหน้าที่การงาน สังคม และชีวิตส่วนตัว ที่สำคัญไม่เคยมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน แต่วันหนึ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคร้าย “มะเร็งกระเพาะอาหาร” นอกจากไม่ได้ตกใจเหมือนคนอื่น ๆ แล้ว ยังขอบคุณมะเร็งอีกต่างหาก

     “ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นคนโชคร้าย เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็ง และปัจจุบันหลายคนก็คงเฝ้ามองดูชีวิตของฉันด้วยความรู้สึกว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน  เพราะคนส่วนมากที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเมื่อรู้ตัวแล้วมักจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่สำหรับดิฉันกลับไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นเลย “

     เพ็ญสวัสดิ์ วงศ์พาณิชย์ หนึ่งในทำเนียบคนที่ได้ชื่อว่า สามารถพิชิตโรคมะเร็งได้กล่าวถึงความรู้สึก ณ เวลานั้น และคงไม่ต้องบอกว่า ความเจ็บปวด ทรมานทั้งด้านกายและจิตใจจะมากเพียงใด ต่อไปนี้คือประสบการณ์จริงของเธอในการต่อสู้เอาชนะโรคร้ายมาได้จนถึงปัจจุบัน  และสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างปกติเช่นเดิม

     ดิฉันจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่บอกเหตุร้ายก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง  ประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านั้น ดิฉันมีอาการเหนื่อยง่าย  มีอาการแสบที่ลิ้นปี่เล็กน้อย  ไม่เคยปวดท้อง ไม่มีอาการของโรคกระเพาะอาหาร แต่สิ่งหนึ่งที่แสดงอาการชัดเจนคือ ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำ  ประมาณ 1 สัปดาห์  และวันแรกที่บอกเหตุร้ายคือ  ดิฉันเกิดอาการวูบเหมือนจะเป็นลมอย่างกระทันหัน เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก  แพทย์ได้ส่องกล้องพบว่ากระเพาะอาหารเป็นแผล  เมื่อตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์จึงรู้ว่าเป็น มะเร็งกระเพาะอาหาร !

     ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งดิฉันตกใจพอสมควร  ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าดิฉันใช้คำว่า “ตกใจพอสมควร” ได้อย่างไร ?  น่าจะเป็นคำว่า “ตกใจมาก” เหมือนคนส่วนใหญ่ที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง เพราะมันเหมือนกับประกาศิตของพญามัจจุราชโดยแท้ แต่สำหรับดิฉันสาบานได้ว่ามีความรู้สึกเช่นนั้นจริง  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าในช่วงระยะเวลาที่ผลการพิสูจน์ชิ้นเนื้อนั้น ดิฉันได้นึกทบทวนถึงอาการเจ็บป่วยของตัวเองว่าทำไมถึงเป็นไปได้  เพราะดิฉันไม่เคยเจ็บป่วยอย่างรุนแรงเป็นคนสุขภาพดีมาตลอด  แล้วถามตนเองว่าถ้าผลการพิสูจน์พบว่าเป็นเนื้อร้ายดิฉันต้องทำอย่างไรบ้างกับตนเอง

     สิ่งแรกที่ทำคือทำใจให้สงบเพื่อรอคำตอบ  พร้อมกันนี้ดิฉันก็พยายามศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งและประสบการณ์ของคนป่วยที่เป็นมะเร็งแล้วรักษาหายได้  ก็ได้คำตอบว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคใด ๆ แต่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายเรา นี่เอง

     อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์นั้นมีหลายประการ เช่น ความเครียด  อาหาร  ร่างกายขาดความสมดุล เป็นต้น และดิฉันได้บทสรุปส่วนตัวว่าความเครียดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง  และส่งเสริมให้เกิดการลุกลามของมะเร็งได้  และที่สำคัญอย่างหนึ่งคือว่าคนป่วยเป็นมะเร็งนั้น สามารถที่จะรักษาให้หายได้ก็มี ดังนั้นดิฉันจึงบอกกับตัวเองว่า  ถ้าดิฉันเป็นมะเร็งจริง  ดิฉันเลือกที่จะเป็นคนป่วยมะเร็งที่รักษาหายได้

     ประมาณ  2  สัปดาห์ต่อมา  หลังจากที่แพทย์ได้พิสูจน์ชิ้นเนื้อแล้วก็บอกว่าดิฉันเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารระยะที่ 2 เมื่อดิฉันตั้งใจเพื่อรับสภาพมาก่อนแล้ว จึงทำให้ดิฉันสงบ  ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ตกใจ ไม่วิตกเกินเหตุได้ ดิฉันไม่บอกเล่าเรื่องความเจ็บป่วยให้ใครทราบเลย  ยกเว้นเพื่อนสนิท (ดิฉันเป็นโสด)  เพื่อนร่วมงานและน้องชาย เพียง 3 คน เท่านั้น  เนื่องจากกลัวความสับสนในอาการเจ็บป่วยและวิธีการรักษา ที่หลาย ๆ คนจะต้องสอบถามและให้คำแนะนำต่าง ๆ

     ดิฉันได้เลือกที่จะปรึกษาสอบถามวิธีการรักษากับแพทย์  ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือ  การผ่าตัด  ดิฉันตัดสินใจผ่าตัดโดยขอร้องให้แพทย์ประจำตัวเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการผ่าตัดเป็นผู้ผ่าตัดให้ ซึ่งก็นับได้ว่าได้รับความกรุณาจากแพทย์ด้วยดี  

     การที่ดิฉันยอมรับสภาพความเจ็บป่วยของตนเองได้  ประกอบกับการมีความมั่นใจในการรักษาของแพทย์ทำให้สภาพร่างกายหลังจากการผ่าตัดฟื้นตัวได้รวดเร็วและไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ เกิดขึ้น  สิ่งหนึ่งที่รู้หลังจากการผ่าตัดคือ  แพทย์บอกว่าได้ผ่าตัดเอากระเพาะอาหารของดิฉันออกไปหมดเพราะดิฉันเป็นมะเร็งชนิดรุนแรง  และเซลล์ร้ายได้ลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าท้องและเป็นระยะที่ 3 แล้ว  ดังนั้นดิฉันจึงกลายเป็นคนไร้กระเพาะอาหารในที่สุด

     หลังจากพักฟื้นจากการผ่าตัดประมาณ 1 เดือนแล้วแพทย์ก็ให้คีโมต่อ  6 ครั้ง  ครั้งละ 5 วัน แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน นับเป็นช่วงเวลาที่ดิฉันทรมานมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ดิฉันโชคดีที่ผมไม่ร่วงผิวหนังไม่คล้ำเกรียม  เล็บไม่ดำคล้ำ เพราะก่อนที่จะให้คีโมทุกครั้ง  ดิฉันจะดื่มเหล่งเอี๊ยงครั้งละ 1 แก้วก่อนให้คีโมทุกครั้ง

     เดือนที่ 5 ของการให้คีโมดิฉันอ่านหนังสือเกี่ยวกับยาสมุนไพรจีนคือ “น้ำยาเทียนเซียน” ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคมะเร็งให้หายได้  จึงเกิดศรัทธาในผลการวิจัยในการนำ “น้ำยาเทียนเซียน” มารักษาคนป่วยโรคมะเร็ง  ดิฉันจึงสั่งซื้อมากินติดต่อกัน 3 เดือน ปรากฏว่าร่างกายดิฉันฟื้นฟูจากสภาพทรุดโทรม ที่เป็นผลข้างเคียงจากการให้คีโมได้เร็วขึ้นไม่อ่อนเพลียมากนัก

     หลังจากรักษาตามหลักการแพทย์เสร็จสิ้นไปแล้ว  ดิฉันได้ยึดหลักในการรักษาตนเอง  2  แบบ คือ ทางกายใช้วิธีของการแพทย์ทางเลือก คือรับประทานอาหารแบบกึ่งชีวจิต และแบบแมคโครไบโอติกส์  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทางจิตวิญญาณ ใช้การสร้างกำลังใจทางบวกให้กับตนเอง  ทำสมาธิ  รักษาแบบพลังจักรวาล ไม่พยายามเครียด พยายามปล่อยวาง ยึดธรรมะเป็นแนวปฏิบัติกายและใจ  มีกำลังใจเข็มแข็ง  ไม่วิตกกังวลกับโรคของตนเอง
 
     สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันมีสุขภาพแข็งแรง  นับถึงขณะนี้เป็นเวลา  2  ปีกว่า ๆ แล้วที่ดิฉันและแพทย์ประจำตัวต่างก็พอใจกับผลการรักษา  เพราะผลการตรวจเลือดหาเชื้อมะเร็งทุกครั้ง มีค่า CEA ปกติ คือค่าอยู่ระหว่าง 1.3 – 1.6 เท่านั้น ( ค่าปกติ ไม่เกิน 2.5 ) และผลการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ในช่องท้องก็ปกติ

     อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่ประมาทในชีวิตอีกแล้ว เพื่อรักษาร่างกายให้ปกติเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ดิฉันได้รับประทานเห็ดหลินจือและวิตามินซีวันละ 2,000  มิลลิกรัมทุกวัน  เน้นการรับประทานผักและผลไม้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ขณะนี้ชีวิตของดิฉันได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่สุดในชีวิตไปแล้ว  เท่าที่ทบทวนประสบการณ์ในการเจ็บป่วยครั้งนี้ของตนเอง  ทำให้ค้นพบว่ากำลังใจที่เข้มแข็งเท่านั้นที่เป็นกำแพงขวางกั้นโรคภัยไข้เจ็บได้

     อย่างไรก็ตามการเป็นมะเร็งเป็นทั้งความโชคร้ายและโชคดีของดิฉัน  เพราะถ้าไม่เป็นมะเร็งดิฉันคงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการดูแลกายและใจของตนเอง  และคงไม่ได้ดูแลตนเองอย่างดีเช่นนี้  ขอขอบคุณคุณมะเร็งแทนร่างกายและใจของตนเอง ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่านที่ประสบโรคร้ายเช่นดิฉัน

     ชีวิตของเธอคนนี้อาจจะเรียกว่า แปลกที่สุดในบรรดาคนที่เป็นโรคมะเร็ง แปลกหลายๆ อย่าง เช่น เธอไม่ได้ตกใจเลยที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง พร้อมกับเลือกที่จะเป็นคนป่วยที่สู้กับมะเร็ง ในที่สุดเธอก็พบว่า “กำลังใจที่เข้มแข็ง เป็นกำแพงกันโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง”

 




สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลเทียนเซียน / สั่งซื้อ



กรอกรายละเอียดเพื่อให้เราติดต่อกลับ